วันอังคารที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2555

ประเภทของครอบครัว


ครอบครัวไทยแบ่งออกเป็น 4 รูปแบบใหญ่ (สนิท สมัครการ2538:4-7) คือ
1) ครอบครัวเนื้อแท้ หรือครอบครัวพื้นฐาน (Nuclear or Elementary Family) หรือครอบครัวเบื้องต้น  ประกอบด้วย 2 Generation คือ บิดา มารดา และบุตรธิดา แต่ในทางวัฒนธรรมก็จะมีญาติอยู่ด้วย เช่น ในสังคมไทย  บางครอบครัวต้องเลี้ยงบิดามารดาของฝ่ายสามีหรือภรรยา  หรือบางครอบครัวมีพี่หรือน้องของสามีที่ยังเป็นโสดอาศัยอยู่  การที่มีญาติอาศัยบ้างก็มิได้ทำให้ ครอบครัวเนื้อแท้กลายเป็นครอบครัวแบบอื่นไปเพราะ อำนาจของหัวหน้าครอบครัว  ก็ยังมีอยู่อย่างสมบูรณ์ ครอบครัวแบบนี้เกิดขึ้นง่าย  บางคนนิยมเรียกว่า ครอบครัวพื้นฐาน เพราะครอบครัวแบบนี้เป็นรากฐาน ของครัวครัวแบบอื่น ๆ
2) ครอบครัวขยาย (Extended or Joint Family) ประกอบด้วยสมาชิก 3 ระดับ คือ  พ่อ แม่ ลูกและปู่ ย่า ตา ยายอยู่ในครอบครัวเดียวกัน การใช้จ่ายทรัพย์สินในลักษณะของ กงสี
3) ครอบครัวผสมหรือครอบครัวซ้อน (Composite or Compound Family) หมายถึง ครอบครัวที่ชายหรือหญิงมีคู่ชีวิตได้มากกว่า 1 คน และนำมาอยู่อาศัยรวมกันในครอบครัวเดียวกัน
4) ครอบครัวสาระ (Essential Family) คือ ครอบครัวที่มีเฉพาะแม่และลูก ๆ พ่อต้องไปหางานทำในเมือง ซึ่งกำลังทวีจำนวนมากขึ้น

ความหมายของครอบครัว


พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช 2525 (2525: 167) ได้ให้ความหมายของครอบครัวไว้ว่า หมายถึง ผู้ร่วมครัวเรือน คือ สามี ภรรยาและบุตร เป็นต้น
ความหมายของครอบครัวในเชิงสหสาขาวิทยา
1) ในแง่ชีววิทยา  ครอบครัว หมายถึง กลุ่มคนที่เกี่ยวพันกันทางสายโลหิต เช่น สามี  ภรรยา มีบุตร บุตรเกิดจากอสุจิของบิดาผสมกับไข่สุกของมารดา  ฉะนั้น บิดามารดากับบุตรจึงเกี่ยวพันทางสายโลหิตแล้วแต่โครโมโซมและยีนที่บุตรได้รับมาจากทั้งบิดาและมารดา (ทวีรัสมิ์ ธนาคม, 2518)
2) ในแง่กฎหมาย  ชายหญิงจดทะเบียนสมรสกัน มีบุตร คนเหล่านี้เป็นครอบครัวเดียวกันตามกฎหมาย บุตรมีสิทธิ์ได้รับมรดกจากบิดามารดา ถ้าไม่มีบุตรผู้สืบสายโลหิตโดยตรงหรือจดทะเบียนเป็นบุตรบุญธรรม  ก็นับว่าเป็นครอบครัวเดียวกันตามกฎหมาย
3) ในแง่สังคม  ครอบครัว หมายถึง กลุ่มที่รวมอยู่ในบ้านเดียวกัน อาจเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวพันทางสายโลหิตหรือทางกฎหมายแต่มีปฏิสัมพันธ์กัน ให้ความรักและความเอาใจใส่ต่อกัน มีความปรารถนาดีต่อกัน
4) ในแง่สังคมวิทยา  ครอบครัว คือ สถาบันพื้นฐานทางสังคมที่มีความสำคัญใกล้ชิดกับการเปลี่ยนแปลงในสภาพสถาบันอื่น ๆ (ทวีรัสมิ์ ธนาคม, 2518)
สุพัตรา  สุภาพ (2540:26) ได้กล่าวว่า ครอบครัวเป็นสถาบันที่สำคัญที่สุดของสังคม เป็นหน่วยย่อยของสังคมที่มีความสัมพันธ์และร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด เป็นสถาบันที่คงทนที่สุดและยังไม่เคยปรากฏว่า สังคมมนุษย์เป็นสังคมที่ไม่มีสถาบันครอบครัว  เพราะมนุษย์ทุกคนต้องอยู่ในสถาบันครอบครัว เนื่องจากเป็นกลุ่มสังคมกลุ่มแรก  ที่มนุษย์ทุกคนเจอ ตั้งแต่แรกเกิดจนกระทั่งเติบโต และมีครอบครัวแยกออกมา  ครอบครัวจะให้ตำแหน่ง ชื่อ และสกุลซึ่งเป็นเครื่องบอกสถานภาพ บทบาทตลอดจนกำหนดสิทธิหน้าที่ที่สมาชิกมีต่อกันและต่อสังคม  ครอบครัวเป็นสถาบันแห่งแรกและแห่งสำคัญของสังคมในการกำหนดพฤติกรรมของมนุษย์ให้เป็นไปตามระเบียบแบบแผน  ซึ่งมีการกำหนดมาตรฐานความประพฤติของครอบครัว
คณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานสตรีแห่งชาติ(2537:15)  ได้กล่าวว่า  ครอบครัว หมายถึง กลุ่มบุคคลที่มีความผูกพันกัน ทางอารมณ์และจิตใจมีการดำเนินชีวิตร่วมกัน รวมทั้งพึ่งพิงกันทางสังคมเศรษฐกิจ  มีความสัมพันธ์กันทางกฎหมายและทางสายโลหิต
สนิท สมัครการ (2538:1)  ให้ความหมายครอบครัวไว้ว่า  กลุ่มของญาติสนิทกลุ่มหนึ่งซึ่งอยู่ร่วมหลังคาบ้านเดียวกัน  หรืออยู่ในบริเวณรั้วบ้านเดียวกัน  (ในกรณีที่มีบ้านมากกว่าหนึ่งหลัง)  ตามปกติแล้วครอบครัวย่อมทำหน้าที่เบื้องต้นที่จำเป็นต่าง ๆ เพื่อสนองความต้องการพื้นฐาน(Basic need) ของมนุษย์  อย่างไรก็ดีหน้าที่บางประการของครอบครัวอาจเปลี่ยนแปลงไปตามวิวัฒนาการของสังคมและวัฒนธรรม  ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาวะความเป็นญาติของสมาชิกแต่ละครอบครัวทั้งแบบชีวภาพและแบบสังคมกำหนดก็ได้
ประสบ  บุญเดช (2531:1) ให้ความหมายครอบครัวว่า  เป็นหน่วยงานย่อยพื้นฐานของสังคมโดยปกติมักประกอบด้วย สามี  ภรรยา  และบุตร  ฐานะการเป็นครอบครัวเริ่มขึ้นเมื่อชายและหญิงได้ทำการสมรสกัน  และดำเนินต่อไปจนกระทั่งเกิดบุตรคนแรก คนที่สองและคนถัด ๆ ไป  ครอบครัวบางครอบครัวอาจไม่มีบุตรตลอดชีวิตของสามีภริยาก็ได้ และในทำนองเดียวกันครอบครัวบางครอบครัวก็มีเพียงบิดา  หรือมารดากับบุตรเท่านั้น  ซึ่งอาจเกิดขึ้นเพราะสามีหรือภริยาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตายหรือหย่าร้างเลิกรากันไป
Kingsley Davis (1966:392 อ้างถึงใน วรณาภรณ์ โภคภิรมย์, 2545:6) ให้ความหมายไว้ว่า ครอบครัวเป็นสถาบันพื้นฐานและสากลที่สุดสำหรับทุกสถาบัน มุ่งอธิบายครอบครัว 2 แนวทางด้วยกัน
1) แนวจิตวิทยา     มุ่งชี้ให้เห็นว่าครอบครัวเป็นกลุ่มปฐมภูมิ  เพราะเนื่องด้วยความผูกพันกันอย่างใกล้ชิดของบรรดาสมาชิกของกลุ่มที่อยู่ในครอบครัวเดียวกัน  มีการพบปะและแสดงอาการตอบสนองต่อกันและกัน
2) แนวสังคมวิทยา  ถือว่าบรรดาสมาชิกในครอบครัวนั้นต่างฝ่ายต่างให้ และรับประสบการณ์จากกันและกัน ซึ่งถือว่าต่างฝ่ายต่างถ่ายทอดพฤติกรรมให้แก่กันและกัน อันเป็นกระบวนการเรียนรู้ทางสังคม
จากความหมายทั้งหมดสรุปได้ว่า  ครอบครัวเป็นหน่วยย่อยที่เล็กที่สุดในสังคม ประกอบด้วย กลุ่มคนที่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดหรือโดยการแต่งงาน  มีความผูกพันกันทางอารมณ์และจิตใจ  เป็นหน่วยย่อยของสังคมที่มีความคงทนที่สุด เป็นสถาบันที่สำคัญในการกำหนดพฤติกรรมของมนุษย์ และเป็นสถาบันที่จะสร้างสมาชิกใหม่ให้กับสังคม ในรูปของเด็กเกิดใหม่และอบรมให้เด็กเหล่านั้นเข้ากับสังคมได้

 

เราบ้านคุณสีอะไร?


สีทาบ้าน กับ ความหมาย


เรื่องของบ้านสีทาบ้านก็เป็นอีกสิ่งหนึ่ง ที่ทำให้บ้านดูสวย และไม่ใช้เรื่องง่าย ที่ใครชอบสีอะไรก็เอาสีนั้นHomebaan ไม่คิดว่ามันจะง่ายแบบนั้นนะ เพราะบางที่เราทาสีบ้านทีเราเลือกแล้ว แต่ได้สีไม่สวยอย่างที่คิดไว้ ก็ต้องมานั้งเสียใจที่หลัง ปัจจุบันนี้เค้ามีเทคโนโลยีการผสมสี ซึ่งสามารถผสมสีออกมาเป็นร้อยเฉดเลยล่ะ เมื่อมันมีสีให้เลือกเยอะ ก็ยิ่งทำให้ตัดสินใจอยากมากขึ้น ดังนั้นHomebaan จึงนำเอาความหมายของสี หรือเรียกว่า "ภาษาสี" มาเป็นเกณฑ์ให้คุณได้ตัดสินใจกัน

สีดำ :
  • บางคนอาจจะบอกว่า "ใครจะบ้าทาสีบ้านเป็นสีดำ" คุณไม่จำเป็นต้องทาสีดำทั้งหลัง คุณอาจจะทาเพียงบางส่วน หรือบ้างจุด ที่คุณคิดว่า เมื่อทาสีดำลงไปแล้วมันสวย และเท่ทำให้บ้านดูมีอิสระ เพราะความหมายของสีดำคือ ความเป็นอิสระ วินัย อำนาจ พลัง

สีขาว :
  • คุณจะเห็นได้ว่า บ้านเรือนส่วนใหญ่จะใช้สีขาวทาบ้านทั้งหลัง ไม่ทาภายนอก ก็ทาภายใน บ้านที่ทาสีขาวจะดูง่ายๆ และสบายตา เพราะความหมายของสีขาวคือ ความบริสุทธิ์ และยังช่วยเสริมให้สีอื่นมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น

สีน้ำเงิน :
  • เมื่อก่อนหายากที่ใครจะทาบ้านสีน้ำเงิน แต่ปัจจุบันนี้เริ่มมีบ้านหลายหลัง ที่ทาสีบ้านเป็นสีน้ำเงิน อาจจะเพราะว่าไม่อยากเหมือนใคร หรืออยากให้บ้านดูโดดเด่น และอาจะเพราะความชอบของเจ้าของบ้านก็ได้ แต่อย่างไรก็ตามมันทำให้ดูสดชื่น เพราะความหมายของสีน้ำเงินคือ สงบ สดชื่น เย็น รู้สึกสงบ พักผ่อน

สีชมพู :
  • ใครๆ ก็ทราบว่ามันคือ สีแห่งความรัก แต่ไม่ต้องมีความรักก็ได้ แค่คุณชอบสีนี้ก็สามารถใช้สีนี้ทาบ้านของคุณก็ได้ เพราะความหมายของสีชมพูคือ ความสงบ ความสุภาพ อ่อนโยน ความรัก เสน่หา

สีเหลือง :
  • สีนี้ก็เป็นที่นิยมพอๆ กับสีขาว เพราะมันทำให้บ้านดูส่วางขึ้น ไม่ดูเศร้า เพราะความหมายของสีเหลืองคือ ความชื่นบาน ความยินดี และความสนุกสนาน

สีส้ม :
  • บ้านสีส้มก็เริ่มเป็นที่นิยมกันมากขึ้น เพราะความแปลกใหม่ของสี และความคิดใหม่ๆ ในสังคมปัจจุบัน ทำให้เราได้เห็นบ้านสีนี้เกิดขึ้นมากมาย ความหมายของสีส้มคือ ความยินดี ความเด็ดขาด การเจริญเติบโต การพูดคุย

สีแดง :
  • สีนี้ก็มีบางบ้านที่ใช้ แต่ส่วนใหญ่จะใช้ทาเป็นบ้างจุด บ้างที่เท่านั้น ความหมายของสีแดงคือ อำนาจ แข่งขัน ความหลงใหล และเซ็กส์

สีเขียว :
  • หลายๆ หมู่บ้าน หรือหลายๆ โครงการก็มีการนำเอาสีเขียวมาใช้ เพราะสีเขียวหมายถึง ความสมดุล ความสดชื่น และยังมีผลทางด้าน ความรู้สึกทางอารมณ์ ของผู้อยู่อาศัย

- สีแต่ละสีที่ Homebaan แนะนำ ก็ยังสามารถแยกออกไปอีกหลายเฉดสี คุณสามารถใช่สีอ่อน หรือสีแก่ได้ตามความต้องการ และตามความเหมาะสม

ความหมายของคุณล่ะ?


ความหมายของบ้าน

              
บ้านเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ให้ความรัก ความอบอุ่น ความปลอดภัย เป็นศูนย์รวมของสมาชิกทุกคนในครอบครัวที่จะใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุขและมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน 
               ครอบครัว หมายถึง หน่วยหนึ่งของสังคม ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกตั้งแต่ 2 คน ขึ้นไปอยู่ร่วมบ้านเดียวกัน ให้การศึกษา อบรมเลี้ยงดู
ความหมายของคำว่า บ้าน ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตสถาน บ้าน ความหมาย ที่อยู่อาศัย สิ่งปลูกสร้างสำหรับเป็นที่อาศัย เช่น บ้านพักตากอากาศ บ้านเช่า โรงเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างสำหรับใช้เป็นที่อาศัยซึ่งมีเจ้าบ้านครอบครอง และหมายรวมถึง แพ หรือ เรือ ซึ่งจอดเป็นประจำ
                ความสำคัญของครอบครัว ให้การศึกษา อบรมเลี้ยงดู ถ่ายทอดประสบการณ์ต่างๆและสร้างเสริมประสบการณ์ต่างๆ ให้กับสมาชิกที่อาศัยอยู่ร่วมกัน ตั้งแต่เกิดจนเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ให้ความรัก ความเมตตา การเอาใจใส่ ห่วงใย อาทร สร้างความเข้าใจ พยายามเข้าใจ และสร้างสมาชิกในครอบครัวให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ที่สังคมต้องการ
ปัญหาครอบครัว
   ปัญหาครอบครัวหมายถึงปัญหาที่เกิดขึ้นภายในครอบครัว  ได้แก่ปัญหาระหว่างสามีภรรยา ความขัดแย้งระหว่างพ่อกับแม่ พี่กับน้อง  พ่อกับลูกหรือแม่กับลูก  ปัญหาการติดต่อสื่อสารระหว่างสมาชิกภายในครอบครัว  ปัญหาความสัมพันธ์  ความไม่เข้าใจกัน 
อาการ
   ปัญหาในครอบครัวอาจแสดงอาการออกได้หลากหลายรูปแบบ เช่น บางคนมีความเครียด ปวดหัว ปวดท้องไม่ทราบสาเหตุ  หงุดหงิดง่าย ซึมเศร้า เบื่อหน่ายท้อแท้ชีวิต จนอาจถึงคิดอยากตาย  อาจมีการขัดแย้ง ทะเลาะเบาะแว้งกันบ่อยๆ  ปัญหาอาจลุกลามใหญ่โต หรือเรื้อรัง จนอาจทำให้สมาชิกครอบครัวเกิดอาการทางจิตเวช  หรือป่วยทางจิตเวชกันได้หลายคน เช่น โรคจิต โรคประสาท โรคซึมเศร้า โรคติดสารเสพติด โรคบุคลิกภาพแปรปรวน ดังนั้นการแก้ไขปัญหาครอบครัวตั้งแต่ต้น จึงช่วยป้องกันปัญหาทางจิตเวช และความเจ็บป่วยทางกายได้
การรักษา
การแก้ไขปัญหาครอบครัว สามารถให้การรักษาได้หลายระดับ  ตั้งแต่การให้คำปรึกษาครอบครัว  ไปจนถึงการรักษาแบบครอบครัวบำบัด  ซึ่งมีหลักการรักษา คือ สมาชิกครอบครัวทุกคนมีส่วนร่วมในการเข้าใจปัญหา  หาทางคลี่คลายหรือแก้ไขปัญหาร่วมกัน ช่วยกันปรับเปลี่ยนตนเอง โดยไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายหนึ่งแก้ไขก่อน
  การรักษาวิธีนี้ แพทย์จะไม่ค้นหาตัวปัญหา หรือ คนผิด ไม่ตัดสินว่าใครผิดถูก  การช่วยกันปรับความสัมพันธ์ระหว่างกัน การวางตัวต่อกัน เพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน บนพื้นฐานของความรัก ความอบอุ่นความห่วงใย ความปรารถนาดีต่อกัน
   ในกรณีที่ความขัดแย้งมีสะสมมานาน  การรักษาจะไม่ขุดคุ้ยความขัดแย้งเก่าๆขึ้นมาอีก  แต่จะวิเคราะห์เฉพาะปัญหาในปัจจุบัน หากลยุทธ หรือวิธีการใหม่ๆ เพื่อคลี่คลายปัญหาหรือความขัดแย้ง สร้างคุณภาพชีวิตครอบครัวเพื่อให้ทุกคนมีความสุข
การป้องกัน
   ครอบครัวที่อบอุ่น เป็นภูมิต้านทานต่อความเจ็บป่วยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น โรคทางกาย โรคทางจิต และ โรคติดสารเสพติด  การสร้างครอบครัวที่อบอุ่น ทำได้ดังนี้
1.มีการติดต่อสื่อสารที่ดี เมื่อมีคนพูด ควรมีคนรับฟัง พยายามทำความเข้าใจกัน บอกความต้องการด้วยความสงบ ไม่ต่อว่า ส่อเสียดคุกคามกัน ไม่ควรเริ่มต้นด้วยการตำหนิ ว่ากล่าว หรือจี้จุดอ่อนของอีกฝ่ายหนึ่ง
2. มีการเคารพสิทธิส่วนตัวของกันและกัน ในพื้นฐานของกติกาที่ดี ไม่มีการละเมิดสิทธิส่วนตัวซึ่งกันและกัน แต่ละคนอาจมีความคิดเห็นแตกต่างกันได้
3. พ่อแม่ควรมีความร่วมมือกันในการดูแลครอบครัว   การแก้ไขปัญหาต่างๆ และปัญหาพฤติกรรมเด็ก
4. การมีเวลาที่มีคุณภาพร่วมกัน แม้เวลาเพียงเล็กน้อย แต่คุณภาพที่ดีจะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดี  เป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาครอบครัวที่มีคุณภาพ
บทบาทและหน้าที่ของสมาชิกในครอบครัว
เมื่อเราอยู่ร่วมกันในครอบครัว ทุกคนต่างก็มีบทบาทหน้าที่ที่ต้องทำในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของครอบครัว เช่น หน้าที่ของพ่อแม่ที่มีต่อลูก หน้าที่ของลูกที่มีต่อพ่อแม่ หน้าที่ของพี่ที่มีต่อน้อง เป็นต้น


หน้าที่ของพ่อ
ในฐานะที่พ่อเป็นหัวหน้าครอบครัว พ่อมีหน้าที่สำคัญดังนี้
๑. ทำงานหาเงินมาเลี้ยงสมาชิกในครอบครัว
๒. อบรมสั่งสอนให้ลูกเป็นคนดี
๓. ดูแลคุ้มครองลูก
๔. ให้การศึกษาเล่าเรียนแก่ลูก

หน้าที่ของแม่
ในฐานะที่แม่เป็นแม่บ้านแม่มีหน้าที่สำคัญดังนี้

ดูแลความเป็นอยู่ของสมาชิกในครอบครัว ในเรื่องอาหารการกิน ความสะอาดของบ้าน
อบรมสั่งสอนให้ลูกเป็นคนดี
ดูแลทุกข์สุขของลูก
ให้ความรัก ความเมตตา และความอบอุ่นแก่ลูก
หน้าที่ของลูก
ในฐานะที่ฉันเป็นลูกฉันมีหน้าที่สำคัญ ดังนี้
๑. เคารพเชื่อฟังคำสั่งสอนของพ่อแม่
๒. ช่วยเหลือรับผิดชอบตนเอง
๓. ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน
๔. ตั้งใจเรียนหนังสือ
๕. ประพฤติตนเป็นเด็กดี

หน้าที่ของพี่/น้อง
พี่หรือน้องมีหน้าที่ที่ปฏิบัติต่อกัน ดังนี้

รักใคร่ ห่วงใยซึ่งกันและกัน
มีความสามัคคีกัน ไม่ทะเลาะเบาะแว้งกัน
ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
คอยตักเตือนกัน ไม่ให้อีกฝ่ายประพฤติตนไม่ดี


สิทธิและเสรีภาพของสมาชิกในครอบครัว
การอยู่ร่วมกันในครอบครัวนอกจากสมาชิกทุกคนจะมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบในฐานะสมาชิกของครอบครัวแล้ว สมาชิกแต่ละคนยังมีกิจกรรมส่วนตัวที่แตกต่างกัน เช่น กิจกรรมส่วนตัวของแต่ละคนนี้ เป็นกิจกรรมที่สมาชิกมีเสรีภาพในการเลือกกระทำได้ตามความสนใจของตนเอง แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับว่า กิจกรรมส่วนตัวของเรา ต้องไม่ก่อให้เกิดความเดือนร้อนแก่ตนเองและผู้อื่น
บางเวลาเมื่อสมาชิกทุกคนในครอบครัวได้มาพบปะกันพร้อมหน้าในโอกาสต่างๆ เช่น ในเทศกาลปีใหม่ ก็จะมีการทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น กินข้าวด้วยกัน ไปทำบุญด้วยกัน เป็นต้น ทำให้สมาชิกพูดคุยกัน ซึ่งสมาชิกทุกคนในครอบครัวมีสิทธิเสรีภาพในการพูด ซักถาม หรือแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆได้ และเมื่อมีความคิดเห็นที่ขัดแย้งกันเกิดขึ้น ก็ต้องรู้จักรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น และแก้ไขข้อขัดแย้งด้วยเหตุผล

สิทธิเด็ก
นักเรียนจำได้หรือไม่ว่า เมื่อตอนที่เรายังเป็นเด็กเล็กๆ ยังไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ใครเป็นผู้ดูแลเรา คอยป้อนข้าว ป้อนนม อาบน้ำให้
เมื่อเราเติบโตขึ้ึนมา สามารถช่วยเหลือตนเองได้บางเรื่อง แต่พ่อแม่ก็ยังต้องคอยดูแลเรา และคุ้มครองป้องกันไม่ให้ผู้อื่นมาทำร้ายร่างกายเรา
การที่พ่อแม่คอยดูแลเรา ให้ความรัก และให้ความอบอุ่นแก่เรานั้นเป็นไปตามธรรมชาติิ เพราะพ่อแม่ย่อมต้องรักลูกของตนเองแต่บางครั้งก็มีเด็กบางคนที่โชคร้้ายไม่ได้รับการเลี้ยงดูเอาใจใส่จากพ่อแม่ทำให้เด็กขาดที่พึ่ง และอาจได้รับอันตรายได้
ดังนั้น รัฐจึงมีการรับรองและคุ้มครองสิทธิของเด็ก เพราะเด็กยังอ่อนเยาว์อ่อนแอ ไร้เดียงสา และขาดประสบการณ์ ยังไม่สามารถคุ้มครองตนเองได้เต็มที่จึงอาจถูกทำร้ายหรือถูกทำทารุณได้ง่าย
            กฏหมายเกี่ยวกับ การเกิด การตาย

การสร้างสัมพันธภาพและบรรยากาศที่อบอุ่นในครอบครัว  เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจ และสังคมในปัจจุบันทั้งสังคมชนบทและสังคมเมืองที่มีการเปลี่ยนแปลง  จากสังคมเกษตรมาเป็น สังคมอุตสาหกรรมที่มีผลทำให้สมาชิกแต่ละคนของครอบครัวมีบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบ มากขึ้นและแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล  ความสัมพันธ์ของสมาชิกในครอบครัวก็มีการเปลี่ยนแปลง ตามไปด้วย  ดังนั้นเพื่อให้สมาชิกในครอบครัวมีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน  สมาชิกในครอบครัวควรรู้ บทบาทหน้าที่การงานและร่วมกันสร้างสัมพันธ์ในครอบครัว โดยปฏิบัติดังต่อไปนี้
1.    เปิดโอกาสให้สมาชิกมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น  และร่วมตัดสินใจเกี่ยวกับปัญหา ต่างๆ ในครอบครัว
2.    สร้างกิจกรรมฝึกสมาชิกให้เป็นผู้นำ  และผู้ตามที่ดี  ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
3.    ให้สมาชิกแต่ละคนในครอบครัวได้รับผิดชอบงานในครอบครัวตามความเหมาะสม  และหากิจกรรมทำร่วมกัน  เป็นการฝึกการช่วยเหลือเอื้ออาทร  และมีน้ำใจอันดีต่อกัน  ไม่นิ่งดูดาย  และเพื่อเรียนรู้อุปนิสัยซึ่งกันและกัน อีกทั้งยังเป็นการสร้างความสามัคคีระหว่างสมาชิกในครอบครัวที่ดี
4.    ฝึกให้สมาชิกในครอบครัวรู้จักลดและหลีกเลี่ยงการขัดแย้งระหว่างสมาชิก  โดยให้ พยายามทำความเข้าใจ  และรู้จักให้อภัยซึ่งกันและกัน
5.    ฝึกให้สมาชิกมีสัมมาคารวะ  เคารพนับถือผู้อาวุโส  ประพฤติตนให้เหมาะสมกับวัย  และกาละเทศะ  มีความอ่อนน้อมถ่อมตน  และรู้จักเสียสละตามควรแก่โอกาส
การจัดและดูแลรักษาบ้าน
บ้านเป็นสถานที่ให้สมาชิกได้อยู่อาศัย  พักผ่อนนอนหลับให้ปลอดภัย  ดังนั้นควรจัดและ ดูแลรักษาบ้านให้น่าอยู่

เสาเอกของบ้าน


เสาเอก เสาโท คือเสารับน้ำหนักอาคาร-บ้านเรือน  เปรียบเหมือนสามี ภรรยา คือหลักแห่งการก่อเกิดครอบครัว และบิดา มารดา

     คือเสาหลักของลูกหลานบริวาร ดังนั้นเสาเข็มหรือเสาฐานรากที่ถูกตอกจมลงพื้นดิน ไม่ใช่เสาเอก เสาโท..!!
              และการปลูกบ้านสร้างเรือนสมัยก่อน  ใช้ไม้เป็นส่วนประกอบหลัก เสาเอก เสาโทเป็นเสาไม้  แต่ปัจจุบันใช้เหล็ก ปูน คอนกรีต
     เสาเอก เสาโททุกวันนี้คือเสาเหล็กหรือเสาโคร่งคร่าวก่อนสร้างแบบเทปูน  
              กำหนดเสาเอก เสาโทยึดถือตามหลัก "ตำแหน่งพญานาค"
     ทั้งนี้ลายพญานาคหรือตำแหน่งพญานาค จารึกในพิไชยสงคราม
     เดินทัพต้องตามลายพญานา ห้ามย้อนเกร็ดเพราะมนุษย์สัมพันธ์
     กับแผ่นดิน ดินแดนของพญานาคในโลกบาดาล
              ดังนั้นเพื่อความมั่นคงและสมบูรณ์พูนสุข เสาเอก เสาโท
     ตำแหน่งพญานาคถือตามเดือนเกิดเจ้าของบ้าน, ผู้บริหารสูงสุด
     ดังนี้..
              1. เจ้าของบ้าน,   หัวหน้าครอบครัว   หรือผู้บริหารสูงสุด
     เกิดเดือน 1 (เดือนอ้าย), เดือน2 (เดือนยี่), เดือน 3 เสาเอก เสาโท  
     ตั้งทิศตะวันตกของสถานที่ปลูกสร้าง  

2. เจ้าของบ้าน, หัวหน้าครอบครัวหรือผู้บริหารสูงสุดเกิดเดือน 4, เดือน 5, เดือน 6 เสาเอก เสาโทตั้งทิศเหนือของสถานที่ปลูกสร้าง
              3.เจ้าของบ้าน, หัวหน้าครอบครัวหรือผู้บริหารสูงสุดเกิดเดือน 7,    เดือน 8,   เดือน 9   เสาเอก  เสาโทตั้งทิศตะวันออกของสถานที่
     ปลูกสร้าง
              4.เจ้าของบ้าน, หัวหน้าครอบครัวหรือผู้บริหารสูงสุดเกิดเดือน 10, เดือน 11, เดือน 12 เสาเอก เสาโทตั้งทิศใต้ของสถานที่ปลูกสร้าง
              คำว่าเดือนเกิดตามความหมายนี้ หมายถึงเดือนไทย หรือเดือนตามจันทรคติ และตำแหน่งทิศทางต้องยึดจากจุดกึ่งกลางที่ดิน หรือ
     "สะดือพื้นที่" และให้หันออกด้านหน้าพื้นที่ปลูกสร้าง แล้วกำหนดตำแหน่งท้องพญานาคหรือตำแหน่งตั้งเสาเอกดังกล่าวข้างต้นโดยให้
     เสาโทอยู่ฝั่งซ้ายของเสาเอก
              เสาเอก หมายถึง ผู้ชาย และเสาโท หมายถึง ผู้หญิง
              หลังจากกำหนดตำแหน่งเสาเอก เสาโทจะต้องผูกเหล็กโครงคร่าวสำหรับสองเสาดังกล่าว พร้อมฐานเสา  และจัดเตรียมไม้ค้ำเสา
     ตอกแบบเทปูนหล่อเสา ตามขั้นตอนก่อสร้าง
              ขุดหลุมเสาเอก  เสาโทไว้ล่วงหน้า   จัดทำแผ่นไม้ปูพื้นทางเดินสำหรับผู้ประกอบพิธีกรรม   และผู้ร่วมพิธีกรรม  ตั้งโต๊ะปูผ้าขาว
     สำหรับตั้งเครื่องบวงสรวง
              ยกเสาเอก เสาโทให้ใช้ภูมิปาโลฤกษ์ มหัทธโนฤกษ์ หรือราชาฤกษ์ ต้องห้ามดาวจันทร์ ดาวพฤหัสบดี สถิตเรือนอริ, มรณะ หรือ
     วินาศน์ และไม่ทำมุมเสียกับพื้นชะตาเจ้าของบ้าน หัวหน้าครอบครัวหรือผู้บริหารสูงสุด

              สิ่งของที่ใช้ในการตกแต่งทำขวัญเสาเอก เสาโท ได้แก่
              - ต้นกล้วย ความสูงประมาณ 1 ศอกเลือกลำต้นสมบูรณ์ ใบไม่มีแมลงกัดกิน ขุดพร้อมราก 2 ต้น  สำหรับเสาเอกหนึ่งต้น, เสาโท
     หนึ่งต้น
              - ต้นอ้อย คัดเลือกใบเรียวยาวสมบูรณ์ไม่มีแมลงกัดกิน   และไม่หักงอจะขุดหรือตัดก็ได้ความสูงประมาณ 1 เมตร  จำนวน 2 ต้น
     สำหรับเสาเอกหนึ่งต้น และเสาโทหนึ่งต้นเช่นกัน
              - ผ้าสามสี ผืนใหญ่ความยาว 5 เมตร จำนวน 3 สี 2 พับ ผูกเสาเอกหนึ่งพับ เสาโทหนึ่งพับ, ผ้าซิ่น 1 ผืนผูกเสาโท, ผ้าขาวม้า 1 ผืน
     สำหรับผูกเสาเอก, พวงมาลัยดอกดาวเรือง 2 พวงและสายสิญจน์ ม้วนใหญ่ 2 ม้วน

ตามขั้นตอนภายหลังพิธีบวงสรวง เรียกว่าแต่งเสาและเชิญขวัญเสาเอก เสาโทก็จะ
ถึงการยกเสาสู่หลุมที่จัดเตรียม   โดยใช้ผู้ประคองเสาจำนวน 4, 6, 8..ฯลฯ   กรณี
เสาใหญ่ให้ใช้เครนยกและคนประคองสู่หลุมตามที่กล่าว   ระหว่างนี้เจ้าของบ้าน,
หัวหน้าครอบครัว หรือผู้บริหารสูงสุด  และสมาชิกภายในครอบครัวหรือองค์กร
จะจับสายสิญจน์ที่โยงกับเสาเอก เสาโท ตามลำดับพร้อมตั้งจิตอธิษฐาน
       ระหว่างยกเสาเอกสู่หลุมเสาผู้ประกอบพิธีกรรมจะร้อง "ไชโย ไชโย ไชโย"
ผู้ร่วมพิธีต้องร่วมร้องสนับสนุน หลังเสาสู่หลุมแล้วให้ใช้ไม้ค้ำห้ามเสาล้ม
 ภายหลังอาจารย์สมเจตน์ แต่งเสาและเชิญขวัญเสา
ผู้ร่วมพิธีกรรมร่วมประคองเสาเอกสู่หลุมเสา กำหนดให้ใช้คน 2, 4 หรือ 6 คน
        เสร็จแล้วให้ดำเนินการเช่นเดียวกันกับเสาโท  และหลังจากตั้งเสาเอก เสาโท
เรียบร้อยแล้วเจ้าของบ้าน, หัวหน้าครอบครัว หรือผู้บริหารสูงสุดต้องจุดธูปถวาย

     เครื่องบวงสรวงที่ตั้งเตรียมไว้ในบริเวณดังกล่าว    ครั้นธูปมอดหมดแล้วต้องแบ่งเครื่องบวงสรวงใส่กระทงนำไปไว้ต้นทางสามแพร่ง
     ใกล้บริเวณดังกล่าว สำหรับสัมภเวสี และวิญญาณเร่ร่อน
              เสาเอก และเสาโทต้องตั้งเช่นนั้นหนึ่งคืน แล้วจึงจะปลดผ้าสามสี ผ้าขาวม้า ผ้าซิ่น เพื่อขึ้นแบบไม้และเทปูนตามลำดับ.

การที่บ้านเราจะน่าอยู่ได้

การที่บ้านจะน่าอยู่ได้้ก็ต้องมีอยู่หลายประการ ได้แก่




  1. สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพที่ดี ทั้งร่างกายและจิตใจ
  2. สุขนิสัยที่ดีในเรื่องสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมอนามัยสิ่งแวดล้อม
  3. ป้องกันและลดอัตราการเกิดโรค อุบัติเหตุ ปัญหาสุขภาพจิต รวมทั้งอาชญากรรมในสังคม
  4. ครอบครัวอบอุ่น มีความรัก เอื้ออาทรต่อกันซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศ
  5. ชุมชนเข้มแข็ง มีความรัก / สามัคคี ร่วมแรงร่วมใจพัฒนาสังคมให้ดียิ่งขึ้น นำไปสู่การเป็นบ้านเมืองน่าอยู่และเมืองไทยแข็งแรง(Healthy Thailand) จะทำบ้านให้น่าอยู่ได้อย่างไร การจัดสภาพบ้านเรือนให้น่าอยู่ น่าอาศัย ให้ถูกต้องตามหลักสุขาภิบาล พึงควรคำนึงถึง ตัวบ้าน บริเวณบ้าน ภายในบ้าน สุขภาวะในครอบครัว ตัวบ้าน มั่นคง แข็งแรง ไม่มีส่วนใดชำรุด เช่น พื้นบันได ลูกกรง เป็นต้น เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นกับสมาชิกในครอบครัว บริเวณบ้าน
  6. สะอาด ร่มรื่น เป็นระเบียบ จัดเก็บสิ่งของเป็นสัดส่วน
  7. ในกรณีที่มีการเลี้ยงสัตว์ เช่น วัว ควาย ไก่ เป็นต้น ต้องจัดคอกสัตว์ให้ไกล อยู่นอกตัวบ้าน ล้างทำความสะอาดสม่ำเสมอ (ไม่ควรมีคอกสัตว์ใต้ถุนบ้าน)
  8. ไม่มีขยะทุกชนิด ป้องกันไม่ให้เกิดแหล่งเพาะพันธุ์แมลงวัน แมลงสาบ และแหล่งอาหารหนู
  9. ไม่มีน้ำขังในหลุมบ่อ หรือภาชนะต่างๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง
  10. ปลูกต้นไม้ให้ร่มรื่น ภายในบ้าน
  11. อากาศถ่ายเทสะดวก
  12. มีแสงสว่างเพียงพอ
  13. จัดห้อง / พื้นที่ใช้สอยเป็นสัดส่วน จัดเก็บข้าวของเครื่องใช้เป็นระเบียบ ทำความสะอาดประจำสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
  14. แยกขยะก่อนทิ้ง
  15. มีที่รองรับขยะ ทิ้ง / กำจัดขยะสม่ำเสมอ(ไม่ควรมีขยะตกค้างในบ้านและบริเวณบ้าน)
  16. มีน้ำดื่มน้ำใช้สะอาด(น้ำประปา น้ำกรอง น้ำต้ม เป็นต้น)เพียงพอ
  17. ป้องกันไม่ให้ยุงกัด(นอนกางมุ้ง / ติดมุ้งลวด)
  18. กำจัดแหล่งยุงในบ้าน
  19. อาหารปรุงสุก มีภาชนะปกปิด (เช่นฝาชีครอบหรือใส่ตู้กับข้าว หรือตู้เย็น)
  20. หมั่นบำรุงรักษา ดูแลตรวจสอบสภาพอุปกรณ์ไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิดให้อยู่ในสภาพดี
  21. ไม่เปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าทิ้งไว้โดยไม่จำเป็น สุขภาวะในครอบครัว เพื่อสุขภาพอนามัยที่ดีของทุกคน สมาชิกในครอบครัวจะ
  22. อาบน้ำ แปรงฟัน อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง
  23. ล้างมือก่อนรับประทานอาหารและหลังการขับถ่าย
  24. รับประทานอาหารปรุงสุกใหม่ๆ สะอาด ปราศจากสารอันตรายต่อร่างกาย
  25. ควรมีภาชนะดื่มน้ำของตัวเอง(ไม่ควรใช้ปะปนกัน เพื่อป้องกันโรคติดต่อ)
  26. ควรใช้ผ้าปิดปาก ปิดจมูก เวลาไอหรือจามทุกครั้ง
  27. ลด ละ เลิก การสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า เสพสารเสพติด และเล่นการพนันทุกชนิด รวมทั้งไม่ส่ำส่อนทางเพศ
  28. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วันๆละ 30 นาที
  29. ตรวจสุขภาพเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
  30. เข้าวัด โบสถ์ มัสยิด ทำบุญ ร่วมสาธารณะกุศล

บ้านน่าอยู่ คู่ครอบครัวไทย


บ้านน่าอยู่ หมายถึง บ้านที่จัดการทางสิ่งแวดล้อม ให้เอื้ออำนวยต่อสุขภาพดีทั้งร่างกายและจิตใจของสมาชิกภายในบ้าน รวมผู้มาเยี่ยมเยือนและชุมชนโดยรอบ ทั้งนี้สิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการมีสุขภาพดี รวมถึงการจัดการด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและการสร้างสภาพแวดล้อมในบ้าน เพื่อสนับสนุนให้สมาชิกทุกคน มีวิถีการดำรงชีวิตประจำวันอย่างถูกสุขลักษณะ และมีความสุขเมื่ออยู่บ้าน รวมทั้งการปลูกจิตสำนึกที่ดีต่อสังคมและชุมชน ครอบครัว หมายถึง สถาบันสังคมที่ประกอบด้วย สามี ภรรยา และบุตรเป็นต้น ครอบครัวและเครือญาติ หมายถึง ความสัมพันธ์ของกลุ่มคนทางสายโลหิตและการแต่งงาน วัฒนธรรมการจัดระบบครอบครัวและเครือญาติของสังคมไทยจะสัมพันธ์โดยตรงต่อการกำหนดวิถีชีวิตของชุมชนหมู่บ้าน ทั้งนี้สิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการมีสุขภาพดี รวมถึงการจัดการด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมและการสร้างสภาพแวดล้อมในบ้าน เพื่อสนับสนุนให้สมาชิกทุกคน มีวิถีการดำรงชีวิตประจำวันอย่างถูกสุขลักษณะ และมีความสุขเมื่ออยู่บ้าน รวมทั้งการปลูกจิตสำนึกที่ดีต่อสังคมและชุมชนครอบครัว หมายถึง สถาบันสังคมที่ประกอบด้วย สามี ภรรยา และบุตรเป็นต้นครอบครัวและเครือญาติ หมายถึง ความสัมพันธ์ของกลุ่มคนทางสายโลหิตและการแต่งงาน วัฒนธรรมการจัดระบบครอบครัวและเครือญาติของสังคมไทยจะสัมพันธ์โดยตรงต่อการกำหนดวิถีชีวิตของชุมชนหมู่บ้าน

“บ้านน่าอยู่ คู่ครอบครัวไทย” จัดทำเพื่อให้ครอบครัวไทยตระหนักความสำคัญของสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเรามากที่สุดก็คือ “บ้าน” ช่วยกันปรับปรุงสภาพแวดล้อมภายในบ้าน และบริเวณบ้านให้ถูกต้องตามหลักสุขาภิบาล ปรับปรุงพฤติกรรมอนามัยสิ่งแวดล้อมของสมาชิกทุกคนในบ้านรวมทั้งมีส่วนร่วมพัฒนาชุมชน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการพัฒนาด้านอื่นๆในสังคมอย่างต่อเนื่อง